เงินค่านา

เงินค่านา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การทำนาในสมัยอยุธยา

เงินค่านา เป็นอากรค่านาในสมัยโบราณ ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีทั้งเก็บเป็นเงินและเป็นข้าว การเก็บภาษีจากการทำนายถูกยกเลิกไปในปีพ.ศ 2482 เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๑ โดยกำหนดให้ราษฎรที่มีอาชีพทำนาต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่แทนการเสียภาษีที่นา หน่วยงานที่รับผิดชอบการเก็บเงินค่านาในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ กรมนาหรือเกษตราธิการ โดยในสมัยนี้เก็บเป็นข้าวเปลือกขึ้นช้างหลวงไว้สำหรับเป็นเสบียงในราชการสงคราม เรียกว่า หางข้าว  โดยจัดเก็บเป็นรายปี แต่ถ้าเป็นที่นาที่เพิ่งทำให้ยกเว้น 2-3 ปี จึงเก็บค่าที่นา แต่บางครั้งก็เก็บเป็นเงินโดยคิดอัตราไร่ละ 1 สลึงต่อปี ส่วนใหญ่เป็นช่วงที่บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขไม่มีสงคราม ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นช่วงที่เกิดศึกสงครามตลอดเวลา จึงมีการเก็บภาษีเป็นหางข้าวโดยคิดอัตราไร่ละ 2 ถัง และข้าวที่จัดซื้อตามที่นาอีกไร่ละ 2 ถัง คือเก็บจากการขายข้าว โดยตวงขึ้นช้างหลวงในกรุงเทพฯและเมืองตามหัวเมืองต่างๆซึ่งราษฎรต้องขนไปส่งถึงฉาง แต่บางเมืองได้รับการยกเว้นให้เก็บค่านาเป็นเงินในอัตราไร่ละ 1 สลึง  ก่อนการเก็บค่านาพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งขุนนางให้ทำหน้าที่เดินสำรวจพื้นที่นาเรียกว่า เดินนา ซึ่งทำทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนธันวาคม  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรับปรุงการเสียค่านาเป็นหางข้าว เนื่องจากต้องเสียค่าข้าวเกินอัตรากำหนด เพราะเจ้าหน้าที่ใช้งานทะนานคนละขนาดรวงข้าว อีกทั้งขุนนางที่มีบ่าวไพร่ข้าทาสทำนาก็ไม่ต้องเสียภาษี จึงทรงกำหนดให้ยกเลิกการเก็บข้าวจากการจัดซื้อข้าวไร่ละ 2 ถังเหลือเพียงค่านาเป็นข้าวไร่ละ 2 ถังเสมอกันทั้งของราษฎรและของขุนนาง และกำหนดให้ใช้ขนาดถัง 21 ทะนานทองตวงข้าว ส่วนที่เมืองที่อยู่ห่างไกลที่ต้องลำบากขนข้าวขึ้นฉางหลวง 13 เมือง ให้เก็บค่านาในอัตราไร่ละ 1 สลึง 1 เฟื้อง เงินค่านามีการปรับปรุงเรื่อยมาและถูกยกเลิกไปในปีพ.ศ 482